ช่างมันเถอะ ขี้เกียจเกริ่น ไปอ่านเองโลด...
.....นานมาแล้ว.....
.....มนุษย์เคยอยู่ร่วมกับ.....
.....เทวดา
นางฟ้า ปีศาจ ซาตาน และ เหล่ามอนเตอร์.....
.....มนุษย์เมหวาดหวั่นและหวาดกลัวต่อพลังอำนาจของพวกเขา.....
.....จึงได้
ทำการขับไล่พวกเขา ออกไปจากโลกอีมิล ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ.....
“ทำไมล่ะ!!!
พวกเราอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรอ!!” นักบวชหญิงแห่งบวชสีขาว
ที่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงศูนย์รวมแห่งวาเทสทั้งหลายเอ่ยถามขึ้นเสียงดัง
เธอในอยู่สภาพที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
ชุดนักบวชที่เคยบริสุทธิ์ของเธอนั้นฉีกขากราวกับโดนสัตว์ร้ายกระหายเลือดขย้ำ
ตามร่างกายก็มีบาดแผลทั้งจากเวทมนต์ ทั้งจากศาสตราเต็มไปหมด
“ดาร์ก
พรีส!!”เธอหวีดร้องเสียงดัง
เมื่อเห็นนักบวชสีดำจากโบถส์แห่งความมืดที่อยู่ด้านตรงข้ามกับโบถส์แห่งแสงสว่างของเธอ
ถูกจับโยนลงมาอยู่เคียงข้าง เหล่าเผ่าพันธุ์ไททาเนีย และ เหล่าเผ่าพันธุ์โดมิเนี่ยน
โดนจับมารวมกันอยู่กลางเมืองอัพทาว ราวกับนักโทษที่มีความผิดหนักหนาสาหัสจนเกินให้อภัย
“ทิตัส!!”แม้แต่คนที่รับรับการยกย่องสูงสุด
ก็กลับกลายเป็นเหมือนคนบาป
“ออกไปซะ
พวกไททาเนีย พวกโดมิเนี่ย ออกไปซะ!!!!”เสียงของชาวบ้านกู่ร้องกันเซ็งแซ่เต็มไปหมด
นี่คือว่า พวกเขาผิดที่ไม่ได้เกิดมาเป็นอีมิลใช่ไหม?....
อักขระเวทหลากสีปรากฏอยู่ใต้เท้า เจ้าแห่งอีมิลมองหน้าพวกเขานิ่งเรียบ
สีหน้าที่บอกถึงความทรมาณ ไม่อยากให้จากไป แต่ดึงรั้งไว้ไม่ได้....
“....ไว้ข้าจะรอ
พวกเจ้ากลับมาอีกครั้ง....”นักบวชสีขาว
นักบวชสีดำ ทุกคนที่ต่างเผ่าในที่แห่งนั้น
เข้าใจความรู้สึกที่ทรมาณของเจ้าแห่งอีมิล แต่ถึงกระนั้น
ก็ยังคงโกรธเคืองเผ่าพันธุ์อีมิลอยู่ดี
.....ถึงแม้ว่า.....
.....อีมิลจะขับไล่พวกต่างเผ่าออกไปจนหมดแล้วก็ตาม.....
.....ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ที่รอคอยพวกเขาอีกทั้ง
เชื้อสายหยาดโลหิตที่ยังคงเหลือในโลกแห่งอีมิล.....
.....จนถึงปัจจุบัน.....
.....หลังจากที่เผ่าต่างไปกลับไปยังมิติของตนเองแล้ว.....
.....พวกเขาก็ได้ปิดประตูมิติ
ตัดสายเชื่อมมิติออกโดยสิ้นเชิง.....
.....ทั้งมนตรา
ทุกสิ่งอย่าง ทั้งการต่อสู้ได้เลือนหายไป จนเหลือไว้เพียงแค่ ตำนานที่ถูกกล่าวหาว่าไร้สาระ.....
.....เหล่ามอนเตอร์
โดนดึงดูดไปยังโลกอื่น ทำให้มนุษย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสู้.....
.....อีกแล้ว.....
ในยามค่ำคืนที่แสนเอาแน่เอานอนไม่ได้
โดยเฉพาะเมืองเหนือเช่นนี้ คฤหาสน์หลังหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่บนเชิงเขาน้ำแข็ง
คฤหาสน์หลังนี้ ดูเงียบเชียบราวกับโดนทิ้งร้างไว้หลายปี หายแต่
กลับมีแสงไฟแสงเล็กๆลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นบนสุด ชายหนุ่มคนหนึ่ง
อายุอานามประมาณ23ปีเห็นจะได้
มีเรือนผมสีม่วงล่เวนเดอร์ ไว้ชายด้านหน้ายาวจรดเอว ด้านหลังตัดสั้นระบ่า
หากแต่ปล่อยชายยาวจรดเอว ดวงตาสีฟ้าที่แลดูเรียบนิ่ง
เหมือนน้ำแข็งที่โดนแสงอาทิตย์กระทบจนเกิดประกายแวววาวงดงาม ผิวขาวค่อนไปทางซีด
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนในดินแดนแห่งนี้ เขากำลังหนังอ่านหนังสือนิทานเล่มหนึ่ง
นิทานที่โดนกล่าวหาว่าเป็นนิทานปรัมปรา.....
.....ตำนานกล่าวไว้ว่า.....
.....ในวันคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
ทั้งในโลกไททาเนีย ทั้งในโลกโดมิเนี่ยน.....
.....หากเผ่าพันธุ์ทั้งสาม
ท่องคาถาเชื่อมมิติรับกัน.....
.....และ
ต้องมีสิ่งสิ่งที่ในตำราระบุไว้.....
.....มิติ
จะถูกเชื่อมกันอีกครา.....
ดวงตาประกายน้ำแข็งสีฟ้าใส
จ้องมองดวงจันทร์ที่กลมโตอยู่บนขอบฟ้า
ถึงแม้เมฆาในแดนเหนือจะมีเยอะกว่าที่อื่นก็จริง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค์เท่าใดนัก
เรียวนิ้วยาวนิ้วเสมือนนักดนตรีผู้ชำนาญการ ไล่ไปตามตัวหนังสือสีดำบนหน้ากระดาษสีเหลืองเนื่องจากความเก่าแก่ของมัน
ดวงตาสีฟ้าหลังกรอบแว่นบาง ไล่ตามตัวหนังสือนั้น ริมฝีปากบางเผยอขึ้น
ก่อนจะเปล่งเสียงของมา.....
.....ตำนานกล่าวไว้ว่า.....
.....หากเผ่าพันธุ์ของตนเองคืออะไร
จงอ้อนวอนต่อสิ่งที่เป็นใหญ่ในเผ่าอื่นซะ.....
.....และถ้าหากไร้เวทมนต์.....
.....สิ่งที่จะต้องใช้ตอบแทนก็คือ.....
.....“ชีวิต”.....
“ข้าแต่ซาตานแห่งกาลเวลาขอจงคืนจงกลับย้อนมา
ด้วยมนตราแห่งแผ่นดิน ทั้งแผ่นดินแห่งอีมิล ทั้งแผ่นดินแห่งโดมิเนี่ยน
ทั้งแผ่นดินเห่งไททาเนีย จงเวียนบรรจบ
พบกันอีกครา ปัจจุบันแห่งพสุธา ปัจจุบันแห่งวารา
ปัจุบันแห่งวาโย ปัจจุบันแห่งอัคคี ปัจจุบันแห่งทิวา ปัจจุบันแห่งราตี จงแหวกคิรี
ยกวารา ดับอัคคี พัดผ่านดังวายุ ทิวาเอ๋ย ราตีเอ๋ย จงหลอมรวมกันอีกครา
ด้วยคำอธิษฐาน ขอเจ้าซาตาน จงรับฟังคำขอของข้าเผ่าอีมิลด้วยเถิด.....”ชายหนุ่มอ่านบทกลอนบทนั้นด้วยเสียงที่นิ่งเรียบหากแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง
มือของเขาประสานไว้ที่หน้าอกราวกับอธิษฐาน ไม่รู้ว่าทำไม
เขาถึงมีความรู้สึกโหยหาถึงขนาดนี้ โหยหาสิ่งที่เรียกว่าไททาเนีย อาวรณ์
สิ่งที่เรียกว่าโดมิเนี่ยน รู้สึกคิดถึงราวกับรู้จักมาก่อน....
จู่ๆอากาศที่หนาวเย็น หากแต่นิ่งสนิทก็เริ่มปั่นป่วน
ราวกับมีปีกของมังกรมากระพือใส่ตรงหน้า เสียงกร้าว หากแต่นุ่มนวล
และอ่อนโยนอย่างปิดไม่มิด ลอยมาตามกระแสสายอย่างไพเราะ.......
.....มนุษย์เอ๋ย.....
.....ในเมื่อรู้อย่างเต็มอก.....
.....ว่าทุกสิ่งจะกลับคืน.....
.....แล้วจะพยายามแยกมันออกเพื่ออะไรหรือ?.....
“ข้าแต่เจ้าแห่งกาลเวลา
ข้าได้สดับมา ถึงสัญญาแห่งอีมิล ขอเวลาจงกลับย้อนมา ด้วยมนตราแห่งข้าด้วย
ทั้งสายน้ำแห่งอีมิล ทั้งสายน้ำแห่งโดมิเนี่ยน ทั้งสายน้ำแห่งไททาเนีย
จงเวียนบรรจบพบกันอีกครา อนาคตแห่งพสุธา อนาคตแห่งวารา อนาคตแห่งวาโย
อนาคตแห่งอัคคี อนาคตแห่งทิวา อนาคตแห่งราตี จงสานแผ่นดิน จงสานถิ่นวารา สานประกายอัคคี
ปลุกวายุ คลุกทิวา เคล้าราตี อัคคีเอ๋ย วารีเอ๋ย จงหลอมรวมกันอีกครา
ด้วยหยาดน้ำตาแห่งข้าเผ่าไททานียขอเจ้าแห่งการเวลา จงรับฟังคำขอของข้าด้วยเถิด....”เสียงนั้นเงียบหายไป
เป็นเสียงที่ฟังดูคุ้นหู เสียงที่คุ้นเคย เสียงที่เหมือนกันกับในความฝันแปลกประหลาดที่เขาหลับตาฝันในยามค่ำคืน.....
จู่ๆสายลมที่หมุนวนนั้นก็สลายหายไป
ความร้อนระอุของเปลวเพลิงที่ไม่น่าจะมีอยู่ในที่แบบนี้ก็เกิดขึ้น
ร้อนจนดูเหมือนโดนแผดเผา...เสียงร่าเริง เข้มแข็ง ของหญิงสาว ดังขึ้นมาแทนที่
.....มนุษย์เอ๋ย.....
.....จะหวาดกลัวไปทำไม.....
.....ในหลากมิตินี้.....
.....ไม่มีอะไรชั่วช้าได้ยิ่งกว่ามนุษย์อีกแล้ว.....
“ข้าแต่เทพแห่งกาลเวลาข้าได้รับฟังมา
ซึ่งคำขอของไททาเนีย ขอเวลาจงกลับย้อนมา
ด้วยมนตราแห่งตัวข้าเปลวเพลิงแห่งอีมิล เปลวเพลิงแห่งไททาเนีย
เปลวเพลิงแห่งโดมิเนี่ยน จงเวียนบรรจบพบกันอีกครา อดีตแห่งพสุธา อดีตแห่งวารา
อดีตแห่งวาโย อดีตแห่งอัคคี อดีตแห่งทิวา อดีตแห่งราตี ตัดแผ่นดิน ตัดตัดวารา
ตัดอัคคี เชื่อมวายุ ต่อทิวา ผลักราตี พสุธาเอ๋ย วาโยเอ๋ย จงหลอมรวมกันอีกครา
ด้วยโลหิตแห่งข้า โดมิเนี่ยน ขอเทพแห่งกาลเวลา จงรับฟังคำขอของข้าเถิด....”เสียงนั้นเงียบหายไปพร้อมอากาศที่ร้อนระอุ
ความรู้สึกเหมือนโดนแผ่นดินโอบกอด โดนวารีโอบอุ้ม รู้สึกโดนเปลวเพลิงโอบอ้อม
ความรู้สึกเหล่านี้ ประเดประดังเข้ามา เขารู้สึกว่า ยังไง บทกลอนบทนี้
เขาต้องท่องให้จบไม่ว่าอย่างไรก็ตาม!!!
“เชื่อมแผ่นดิน
ติดพื้นน้ำ หอบสายลม ดับไฟกาล!!”เสียงนุ่มนวล อ่อนโยนนั้น ดังขึ้นอีกครา
“ผลักแผ่นดิน
ฉีกพื้นน้ำ กลืนสายลม จุดไฟกาล!”เสียงของผู้หญิงนั้นดังขึ้นอีกครา
“เชื่อมมิติ
เปิดสวรรค์ เปิดนรก...”
“คาถาเชื่อมมิติมายา!!!”เขาเอ่ยพร้อมกับเสียงประหลาดทั้งสองนั้น
วงแหวนสีน้ำตาล ที่มีอักขระประหลาดหมุนวงอยู่ใต้เท้าเขาอยู่นาน
ก่อนแสงสว่างจะสาดส่องไปทั่วทั้งห้อง
วงแหวนและแสงสีน้ำตาลไหลวนรวมตัวกันอย่างแช่มช้าราวกับเริงระบำ
กลายเป็นสุนัขป่าสีน้ำตาล ตาสีทอง ก่อนที่จะกระโจนออกจากหน้าต่างไป
เขารีบวิ่งไปดูที่หน้าต่าง พบกับพญาหงส์สีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาสีฟ้า
อสรพิษสีดำสนิทดวงตาสีแดง ทั้งสามตัววิ่งไล่วนรอบกันอย่างหยอกล้อ
ก่อนจะกระโจนไปยังดวงจันทร์กลมโตบนฟากฟ้า วงแหวนหลากสีพาดผ่านสลักบนดวงจันทรา
ก่อนจะสาดแสงสาดส่องลงมายังพื้นโลก สว่างจนเขาต้องเบือนหน้าหนี
โครม!!!
“โอ๊ย!!!”ทันทีที่แสงสว่างหายไป
ก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างร่วงหล่นลงกระทบพื้น เขาหันไปมองทันที
เขาพบชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีเรือนผมยาวสลวยจรดกลางหลังสีเงินสว่างสดสวย
ดวงตาสีครอมทรงสเน่ห์น่าหลงใหล ผิวขาวพิสุทธิ์ราวขนนก
มีปีกขนนกสีขาวอันอ่อนนุ่มคู่หนึ่งอยู่บนกลางหลัง เขาส่วนใส่ชุดสีขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า
ดูเหมือน ใช่ดูเหมือนเทวดาตัวน้อยๆที่สะอาดบริสุทธิ์
ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย มีดวงตาสีฟ้าสดใส
เรือนผมสีทองอร่ามตัดสั้น ผมปัดไปทางซ้ายติดกิ๊บติดผมสีดำสนิทเอาไว้
ด้านหลังของหญิงสาวมีปีกมังกรสีดำสนิทและหางปีศาจ ชุดที่ส่วมใส่ก็สีดำทั้งตัว....
.....นานมาแล้ว.....
.....ยังมีเรื่องเล่าประหลาดเกี่ยวกับมิติแห่งนี้.....
.....เหล่าผู้คน
ที่อยู่ร่วมกับปีศาจ และ เทพทัน.....
.....ถ้าเกิดอยากรู้ล่ะก็.....
.....ก็จงเปิดมายังหน้าต่อมาสิ.....
TBC.
edit @ 14 Nov 2009 19:42:49 by Yamasukiri Misaki